การบำรุงรักษาฐานความรู้ ( Knowledge based Maintenance )

2017-12-15

      การเข้าไปให้คำปรึกษาระบบการบำรุงรักษาในโรงงานหลายๆ แห่ง มักจะได้ยินคำถามจากฝ่ายซ่อมบำรุงว่า มีตัวเลขเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบำรุงรักษาของโรงงานอื่นๆ ในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกันหรือไม่ เพื่อจะได้นำมาเปรียบกับประสิทธิภาพการบำรุงรักษาของตนเองว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว ขอตอบได้เลยว่าไม่มีเพราะบ้านเราไม่เคยมีการบันทึกข้อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบำรุงรักษาในโรงงานอุตสาหกรรมแต่ละประเภทดังกล่าว เอาแค่ข้อมูลโรงงานที่มีอยู่ในแต่ละประเภทอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีจำนวนเท่าไหร่ ยังไม่ชัดเจนเลยวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณจะต้องเปรียบเทียบกับสถิติย้อนหลังของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์การเกิดเหตุขัดข้องของเครื่องจักร (Breakdown Maintenance) หรือประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักร (Overall Equipment Effectiveness) ให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ใช้ได้แล้ว ในแต่ละเดือนแต่ละปีที่ผ่านมา ความจริงข้อมูลที่เป็นความรู้และมีประโยชน์ในการบำรุงรักษานั้น อยู่ในโรงงานทั้งหมดอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะสามารถนำมาได้จากไหน อย่างไร จากใคร เมื่อไหร่ เท่านั้นเอง

      ในการบำรุงรักษาฐานความรู้นั้น เป็นระบบการเรียนรู้ในองค์กรที่สำคัญ ที่จะไม่ใช่เรียนรู้เพียงทฤษฎีอย่างเดียว แต่จะต้องเป็นการเรียนรู้จากการทำงาน หรือที่เราเรียกว่า “Learning by Doing” หรือ “Learning on the Job” เพราะองค์กรต้องดำเนินงานให้มีผลผลิตอยู่เสมอ ต่างกับระบบการเรียนในสถาบันการศึกษาทั่วไป ที่อยู่ในห้องเรียนเป็นเวลาเรียนรู้นานแต่ไม่เกิดผลผลิตในระยะสั้น ดังนั้นการเรียนรู้จากการทำงานจะต้องมีการตั้งเป้าหมายของการปรับปรุงงาน เป็นกลไกที่สำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ในองค์กร การที่องค์กรจะสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นและใช้ให้เกิดประโยชน์ได้นั้น หากนำข้อมูลมาเก็บไว้โดยไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากข้อมูลนั้น ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นองค์ความรู้ขององค์กร และก็ไม่ใช่การรับพนักงานที่มีคุณวุฒิการศึกษาสูงๆ การจัดฝึกอบรมพนักงานเป็นประจำ การตั้งแผนกวิจัยและพัฒนา หรือการซื้อเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้งานเท่านั้น ที่กล่าวมาทั้งหลายนั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุน แต่องค์ประกอบที่เป็นเนื้อหาหลักๆ สามารถแยกออกได้ 3 องค์ประกอบ ดังนี้
      1. การสร้างหรือแสวงหาความรู้ สำหรับความรู้ในเชิงเทคนิคที่เป็นงานเฉพาะขององค์กร อาจทำได้จากการตั้งทีมวิจัยและพัฒนาเองในองค์กรหรือจ้างวิจัยเฉพาะเรื่อง หรือร่วมมือกับสถาบันวิชาการต่างๆ การสร้างความรู้ประเภทนี้ เช่น การวิจัยการแตกหักแบบทำลายของชิ้นส่วนเครื่องจักรเมื่อต้องรับภาระงานถึงจุดหนึ่งที่ต้องการทราบ การทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรม เป็นต้น
      2. การกระจายความรู้ ด้วยการกระจายความรู้ในระดับองค์กรไปจนถึงระดับสากล ที่สามารถช่วยให้บุคลากรในองค์กรทราบ ถึงประโยชน์บนพื้นฐานความรู้และการทำงานนั้นๆ โดยคำนึงถึงความถูกต้อง ประหยัด ความรู้ตรงกับความต้องการที่จะนำไปใช้งาน ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และเป็นความรู้ที่ทันสมัยอยู่เสมอ
      3. การนำความรู้ไปใช้กับการทำงาน เมื่อหน่วยงานหรือพนักงานได้รับการถ่ายทอดความรู้ หรือสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้โดยสะดวกแล้ว การนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับงานเป็นสิ่งที่ต้องทำตามมา โดยผู้บริหารจะต้องให้การสนับสนุนแล้วมีการวัดผล เพื่อนำไปผูกเข้ากับระบบการให้ประโยชน์ตอบแทนตามผลงานและความรู้